ต้องยอมรับเลยว่า ตอนนี้มือถือสมาร์ทโฟนที่มาแรงและเป็นที่นิยมที่สุดเห็นจะเป็น รุ่นไหนไม่ได้นอกจาก “ไอโฟน” (Iphone) สุดยอดมือถือที่มีความสามารถหลากหลาย มีลูกเล่นแพรวพราว ซึ่งเป็นนวัตกรรมจากแบรนด์ผลไม้ชื่อดังอย่าง “แอปเปิ้ล” (Apple) ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูหรูหรา ทันสมัย ประกอบกับคุณสมบัติที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นต่างๆมากมาย ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี
แน่นอนว่า ความนิยมไอโฟนนั้นได้ ระบาดเข้าไปในหมู่วัยรุ่น จนทำให้เกิดกระแส แฟชั่นนิยมไอโฟน สำหรับ วัยรุ่น วัยเรียนนั้นอาจจะเป็นเรื่องยากสักนิดนึงที่จะได้จับจองเป็นเจ้าของ เนื่องด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง วัยรุ่นบางคนอาจทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ไอโฟน แม้จะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือ ผิดศีลธรรมก็ตาม ซึ่งตรงจุดนี้อาจจะก่อให้เกิดเป็นปัญหาสังคมได้
ค่านิยมไอโฟนของวัยรุ่นนั้น ถือว่าเป็นกระแสฮอตฮิตของวัยรุ่นแล้วก็ว่าได้ ในสังคมวัยรุ่นใครไม่มีไอโฟนใช้อาจจะถูกมองว่า เชยหรือไม่ทันสมัย ซึ่งถือว่าเป็นค่านิยมที่ผิด ผู้ปกครองหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรอบรมสั่งสอนให้รู้จักมัธยัสถ์ คุณค่าของเงินและทัศนะคติที่ไม่ใช่ไปยืดติด ต่อวัตถุซึ่งถ้าแก้ตรงจุดนี้ได้ ปัญหาต่างๆของสังคม เช่น การได้ไอโฟนด้วย การขายบริการของวัยรุ่นหญิง หรือ การ ดัก ตี ปล้น การก่ออาชญากรรมต่างๆของวัยรุ่นชาย ก็จะหมดไป...
แหล่งที่มา : http://kim002.blogspot.com/2012/02/iphone-apple.html
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ค่านิยมวัยรุ่นสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมเสี่ยง ที่เริ่มติดเมื่อเป็นวัยรุ่น และจะเสพติดจนเป็นผู้ใหญ่ สิ่งนี้นำมาซึ่งสุขภาพไม่ดี เกิดโรคภัยไข้เจ็บ และครึ่งหนึ่งของผู้ที่เสพติดบุหรี่ จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนอกจากนี้ การเริ่มทดลองสูบบุหรี่และเกิดการเสพติด เป็นสื่อวัยรุ่นให้ไปสู่อบายมุขอื่นๆ
ในสังคมของเราพบว่าพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ของวัยรุ่น พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะเด็กนักเรียน นักศึกษา อันเกิดจากความอยากรู้อยากลอง และสาเหตุอื่น ๆ เช่น ปัญหาครอบครัว การอยากเข้าสังคม กลุ่มเพื่อน เรียกร้องความสนใจ ความจองหอง เหล่านี้เป็นอันเป็นสาเหตุที่ชักจูงไปสู่การสูบบุหรี่ของวัยรุ่น ดังนั้นการสูบบุหรี่จึงถือว่าเป็น ค่านิยมอย่างหนึ่งโดยเฉาะกลุ่มวัยรุ่น
หากมองดูภายนอกผิวเผินแล้ว การสูบบุหรี่ของวัยรุ่น อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา ปกติ แต่ถ้าพิจารณาด้านจริยศาสตร์แล้ว การสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมที่นำไปสู่ความผิดทางศีลธรรมได้
วิเคราะห์ความประพฤติ
การสูบบุหรี่ ถือว่าว่าเป็นการกระทำแบบมนุษย์ เพราะผู้ที่สูบมีสติปัญญา เจตนา และมี และมีเจตจำนงเสรี คือ มีสติรู้ถึงความตั้งใจ มีความปราถนาที่จะกระทำด้วยใจอิสระ เจตนาประเภททางบวก ลักษณะเจตนาที่เป็นนิสัย ต้องรับผิดชอบต่อเจตนาโดยตรง วิธีการไม่ดี และผลไม่ดี ผิดกฎหมายด้วย
กฏเกณฑ์ที่เราสามารถกล่าวได้ว่าการสูบบุหรี่นั้นมีความเกี่ยวข้องทางจริยธรรม องค์ประกอบในการพิจารณามีดังนี้
- ตัวของการกระทำ เช่น การสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะมีผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น
- สภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการกระทำ เช่น กลุ่มเพื่อนที่สูบบุหรี่ อาการเครียด..สภาพจิตใจ และอื่นๆ
- จุดประสงค์ของผู้กระทำ เช่น ความอยากรู้อยากลอง เพื่อเข้ากลุ่มเพื่อน ประชดตนเอง พ่อแม่ คนรัก เรียกร้องความสนใจ
การสูบบุหรี่ที่ผิดทางด้านศีลธรรม ของวัยรุ่น
การที่นักเรียน นักศึกษา สูบบุหรี่ เป็นการกระทำที่ผิด และไม่สมควร เพราะเป็นสิ่งที่กฏหมายและกฏระเบียบของสถาบัน โรงเรียน ห้าม จึงเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำ และเกิดจากการละเลย การสูบบุหรี่จะผิดทางด้านศีลธรรมมากหรือน้อยนั้นสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
เจตนา เช่น มีความตั้งใจจะสูบบุหรี่ ในขณะที่ครูสอนอยู่
สภาพแวดล้อม หรือจิตใจผู้กระทำ เช่น อาการเครียด ไม่อยากเรียน ครูสอนน่าเบื่อ
วิธีการ สูบบุหรี่ในห้องเรียน ห้องน้ำโรงเรียน ป้ายรถเมย์ที่มีคนเยอะๆ เป็นวิธีการที่ผิด
ผลที่เกิดขึ้น นอกจากจะผิดกฏโรงเรียน ส่งผลต่อตนเอง และเพื่อนรอบข้าง เป็นการทำร้ายตัวเองและผู้อื่นโดยทางอ้อม ส่งผลให้เกิดผลเสียทั้งตัวเองและส่วนรวม
แหล่งที่มา : http://pauldisapong.blogspot.com/2010/09/blog-post.html
ในสังคมของเราพบว่าพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ของวัยรุ่น พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะเด็กนักเรียน นักศึกษา อันเกิดจากความอยากรู้อยากลอง และสาเหตุอื่น ๆ เช่น ปัญหาครอบครัว การอยากเข้าสังคม กลุ่มเพื่อน เรียกร้องความสนใจ ความจองหอง เหล่านี้เป็นอันเป็นสาเหตุที่ชักจูงไปสู่การสูบบุหรี่ของวัยรุ่น ดังนั้นการสูบบุหรี่จึงถือว่าเป็น ค่านิยมอย่างหนึ่งโดยเฉาะกลุ่มวัยรุ่น
หากมองดูภายนอกผิวเผินแล้ว การสูบบุหรี่ของวัยรุ่น อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา ปกติ แต่ถ้าพิจารณาด้านจริยศาสตร์แล้ว การสูบบุหรี่เป็นพฤติกรรมที่นำไปสู่ความผิดทางศีลธรรมได้
วิเคราะห์ความประพฤติ
การสูบบุหรี่ ถือว่าว่าเป็นการกระทำแบบมนุษย์ เพราะผู้ที่สูบมีสติปัญญา เจตนา และมี และมีเจตจำนงเสรี คือ มีสติรู้ถึงความตั้งใจ มีความปราถนาที่จะกระทำด้วยใจอิสระ เจตนาประเภททางบวก ลักษณะเจตนาที่เป็นนิสัย ต้องรับผิดชอบต่อเจตนาโดยตรง วิธีการไม่ดี และผลไม่ดี ผิดกฎหมายด้วย
กฏเกณฑ์ที่เราสามารถกล่าวได้ว่าการสูบบุหรี่นั้นมีความเกี่ยวข้องทางจริยธรรม องค์ประกอบในการพิจารณามีดังนี้
- ตัวของการกระทำ เช่น การสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะมีผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น
- สภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการกระทำ เช่น กลุ่มเพื่อนที่สูบบุหรี่ อาการเครียด..สภาพจิตใจ และอื่นๆ
- จุดประสงค์ของผู้กระทำ เช่น ความอยากรู้อยากลอง เพื่อเข้ากลุ่มเพื่อน ประชดตนเอง พ่อแม่ คนรัก เรียกร้องความสนใจ
การสูบบุหรี่ที่ผิดทางด้านศีลธรรม ของวัยรุ่น
การที่นักเรียน นักศึกษา สูบบุหรี่ เป็นการกระทำที่ผิด และไม่สมควร เพราะเป็นสิ่งที่กฏหมายและกฏระเบียบของสถาบัน โรงเรียน ห้าม จึงเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำ และเกิดจากการละเลย การสูบบุหรี่จะผิดทางด้านศีลธรรมมากหรือน้อยนั้นสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
เจตนา เช่น มีความตั้งใจจะสูบบุหรี่ ในขณะที่ครูสอนอยู่
สภาพแวดล้อม หรือจิตใจผู้กระทำ เช่น อาการเครียด ไม่อยากเรียน ครูสอนน่าเบื่อ
วิธีการ สูบบุหรี่ในห้องเรียน ห้องน้ำโรงเรียน ป้ายรถเมย์ที่มีคนเยอะๆ เป็นวิธีการที่ผิด
ผลที่เกิดขึ้น นอกจากจะผิดกฏโรงเรียน ส่งผลต่อตนเอง และเพื่อนรอบข้าง เป็นการทำร้ายตัวเองและผู้อื่นโดยทางอ้อม ส่งผลให้เกิดผลเสียทั้งตัวเองและส่วนรวม
แหล่งที่มา : http://pauldisapong.blogspot.com/2010/09/blog-post.html
ค่านิยมทางเพศ
ในประเทศไทยมีความเป็นไทยมีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันเป็น
เอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะค่านิยมในเรื่องเพศ
ซึ่งมีมุมมองได้ 2 ทาง ดังนี้
ค่านิยมทางเพศในเรื่องที่ไม่ถูกต้องสำหรับคนไทย ได้แก่
1.1 การไม่เผยแพร่ความจริงในเรื่องเพศหรือการไม่ให้ความรู้เรื่องเพศแก่ บุตรหลานโดยคิดว่าเป็นเรื่อง หยาบคาย หรือน่าอาย
1.2การไม่สนับสนุนหรือส่งเสริมให้บุคคลในสังคมพูดคุยกันในเรื่องเพศ อย่าง เปิดเผย
เอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะค่านิยมในเรื่องเพศ
ซึ่งมีมุมมองได้ 2 ทาง ดังนี้
ค่านิยมทางเพศในเรื่องที่ไม่ถูกต้องสำหรับคนไทย ได้แก่
1.1 การไม่เผยแพร่ความจริงในเรื่องเพศหรือการไม่ให้ความรู้เรื่องเพศแก่ บุตรหลานโดยคิดว่าเป็นเรื่อง หยาบคาย หรือน่าอาย
1.2การไม่สนับสนุนหรือส่งเสริมให้บุคคลในสังคมพูดคุยกันในเรื่องเพศ อย่าง เปิดเผย
1.3 การยกย่องให้เพศชายเป็นใหญ่กว่าเพศหญิง
1.4 การมีเพศสัมพันธ์ก่อนการสมรสโดยถือว่าเพศชายไม่ผิด
มีสภาวะด้านต่างๆเหมาะสม
2.1 อายุ ควรอยู่ในเกณฑ์ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ชายควรมีอายุ 25-30 ปี ฝ่ายหญิง ควรมีอายุ 20-25 ปี มี ความพร้อมทางร่างกาย
2.2 สุุขภาพร่างกายแต่งงานนั้นนอกจากมีความพร้อมทางร่างกายที่จะใหกำเนิด
ลูกได้แล้วควรจะต้องคำนึง ถึงสุขภาพด้วย เช่น โรคประจำตัวโรคทางพันธ์ กรรมเพราะสิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อชีวิต สมรสได้ ดังนั้นจึงมีควรตรวจสุขภาพ และถ้าพบว่ามีโรคภัยไข้เจ็บต้องรักษาให้หายเสียก่อน
2.3วุฒิภาวะทางอารมณ์นับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับผู้ครองเรือนเพราะวุฒิภาวะ ทางอารมณ์จะเป็นผู้สุขุมรอบคอบ มีเหตุผลมีความ รับผิดชอบ ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล และสามารถปรับตัวได้ดี
2.4 ระดับสติปัญญา คู่สมรสควรมีระดับสติปัญญาใกล้เคียงกันเพราะหากสติปัญญาแตกต่างกันมักจะคุยกัน ไม่รู้เรื่อง
มีสภาวะด้านต่างๆเหมาะสม
2.1 อายุ ควรอยู่ในเกณฑ์ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ชายควรมีอายุ 25-30 ปี ฝ่ายหญิง ควรมีอายุ 20-25 ปี มี ความพร้อมทางร่างกาย
2.2 สุุขภาพร่างกายแต่งงานนั้นนอกจากมีความพร้อมทางร่างกายที่จะใหกำเนิด
ลูกได้แล้วควรจะต้องคำนึง ถึงสุขภาพด้วย เช่น โรคประจำตัวโรคทางพันธ์ กรรมเพราะสิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อชีวิต สมรสได้ ดังนั้นจึงมีควรตรวจสุขภาพ และถ้าพบว่ามีโรคภัยไข้เจ็บต้องรักษาให้หายเสียก่อน
2.3วุฒิภาวะทางอารมณ์นับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับผู้ครองเรือนเพราะวุฒิภาวะ ทางอารมณ์จะเป็นผู้สุขุมรอบคอบ มีเหตุผลมีความ รับผิดชอบ ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล และสามารถปรับตัวได้ดี
2.4 ระดับสติปัญญา คู่สมรสควรมีระดับสติปัญญาใกล้เคียงกันเพราะหากสติปัญญาแตกต่างกันมักจะคุยกัน ไม่รู้เรื่อง
แหล่งที่มา : http://peerapatsubannarat.blogspot.com/2012/10/blog-post.html
ห่วงวัยรุ่น เห็นค่านิยม ขายตัว เป็นเรื่องปกติ
รศ.ดร.ช่วงโชติ พันธุเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวระบุว่านักศึกษาสถาบันอุดมศึกษากำลังมีค่านิยมในทางที่ผิด โดยการประกาศขายบริการทางเพศผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ กันอย่างโจ่งครึม ว่า ตนเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวมีอยู่จริง และคงไม่ใช่มีเฉพาะแต่นักศึกษาสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้น ในเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษาทั้งตอนต้นและตอนปลายตนก็คิดว่ามีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสาเหตุมาจากค่านิยมที่ผิด เด็กติดนิสัยฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย หลงในวัตถุนิยม เห็นเพื่อนมีของแบรนด์เนมราคาแพงๆ ก็อยากจะมีตามเพื่อน พอลองครั้งแรกหาเงินมาได้ง่ายๆ ต่อไปก็คิดทำกันจนกลายเป็นความเคยชิน หรือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ปัญหาที่เกิดขึ้นเราคงมัวมานั่งโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ แต่ทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องในชีวิตเด็กจะต้องเอาจริงเอาจังกับปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครอง สถานศึกษา หน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
รศ.ดร.ช่วงโชติ กล่าวอีกว่า สำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทานั้น หากพบว่านักศึกษาคนใดมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในลักษณะดังกล่าวจริง ก็มีระเบียบของสถาบันที่จะดำเนินการอยู่แล้ว ตั้งแต่การว่ากล่าวตักเตือน การพักการเรียน หรือหนักสุดก็คือพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในการประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ หรือ ทปอ.ราชภัฎ ไม่คอยได้มีการพูดคุยถึงปัญหาของนักศึกษาเท่าใดนัก แต่ในการประชุมนัดหน้าตนจะหยิบยกสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาในปัจจุบันไปพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่คงไม่ถึงขั้นกับออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
แหล่งที่มา : http://hilight.kapook.com/view/40658
รศ.ดร.ช่วงโชติ กล่าวอีกว่า สำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทานั้น หากพบว่านักศึกษาคนใดมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในลักษณะดังกล่าวจริง ก็มีระเบียบของสถาบันที่จะดำเนินการอยู่แล้ว ตั้งแต่การว่ากล่าวตักเตือน การพักการเรียน หรือหนักสุดก็คือพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในการประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ หรือ ทปอ.ราชภัฎ ไม่คอยได้มีการพูดคุยถึงปัญหาของนักศึกษาเท่าใดนัก แต่ในการประชุมนัดหน้าตนจะหยิบยกสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาในปัจจุบันไปพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่คงไม่ถึงขั้นกับออกมาตรการในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
แหล่งที่มา : http://hilight.kapook.com/view/40658
ค่านิยม อะไรบ้างที่ควร'ลดละเลิก' เพื่อให้สังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น?
๑ . ความเห็นแก่เงิน เงินเป็นยอดปรารถนาของทุกคน สังคมไทยสมัยก่อนถือว่าเกียรติสำคัญกว่าเงิน ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งดีควรยึดถือ แต่สังคมปัจจุบันเราย้ำเรื่องเงินเรื่องวัตถุ (materialism) มากกว่าเรื่องอื่น ๆ
๒ . การใช้อำนาจในทางที่ผิด อำนาจนี้มักจะเห็นมากในระบบศักดินาหรือระบบราชการ เช่น ทหาร ตำรวจปลัดอำเภอ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐมนตรี เป็นต้น
๓ . การรักษาพวกพ้องในทางที่ผิด คือ ออกมาในรูปที่รักเพื่อนฝูง รักกลุ่มที่ตนเป็นสมาชิกหรือมีพื้นเพมาจากแหล่งเดียวกัน ในทางที่ผิดและไม่เกิดประโยชน์แก่สังคม
๔ . ไม่กล้าเสี่ยง ขาดความอดทน คนไทยชอบทำงานที่ให้หลักประกันความมั่นคง เช่น รับราชการหรือทำงานในรัฐวิสาหกิจ ธุรกิจและการค้าจึงตกอยู่ในมือคนต่างด้าวเสียเป็นส่วนใหญ่
๕ . ขาดความกระตือรือร้น อาจจะเป็นเพราะวางเฉยจนเกิน ไม่มีความคิดริเริ่มในงานของตน ขาดความทะเยอทะยานหรือความคิดในการสร้างสรรค์ เป็นฝ่ายรับ ( passive) มากกว่าฝ่ายรุก (active)
๖ . ขาดระเบียบวินัย ไม่ชอบทำอะไรเพื่อส่วนรวม ชอบทำอะไรเพื่อตัวเองหรือความพอใจของตนเอง
๗ . ตัวใครตัวมัน โดยเฉพาะภาวะที่เศรษฐกิจกำลังฝืดเคืองหรือในสังคมที่ทุกคนต้องแข่งขันกันเอาตัวรอดเพื่อเลื่อนชั้นเลื่อนฐานะ เพื่อความมั่นคง
๘ . นิยมบุคคลมากกว่าอุดมการณ์ โครงสร้างของสังคมไทย มีแนวโน้มจะยึดบุคคลเป็นหลัก
๙ . นิยมวัตถุสิ่งของ ความนิยมนี้มักจะออกมาในรูปสิ่งของที่มีราคา เช่น เพชรเม็ดโต ฯ รถคันยาว ๆ ใหม่ ๆ แพงๆ
๑๐ . นิยมของใช้จากต่างประเทศ ไม่ชื่นชมนิยมของไทยที่ทำเอง ทำให้เราต้องมีดุลการค้าเสียเปรียบ และของต่างประเทศไม่ใช่จะดีเสมอไป ของไทยอาจจะดีกว่าก็ได้
๑๑ . รักความสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองหรือสังคมชนบท เราจะเห็นความสนุกสนานแฝงในกิจกรรมต่างๆ เสมอ ทั้งในยามว่าหรือยามทำงาน เช่น สงกรานต์ บวช โกนจุก รับน้องใหม่ วันเกิด วันแต่งงาน วันขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ
๑๒ . ชอบความสบาย ไม่ชอบระเบียบแบบแผน หรือไม่มีพิธีรีตอง ชอบความสุขชั่วหน้า ชอบความเป็นกันเอง ชอบชีวิตง่าย ๆไม่จริงจังกับชีวิต
๑๓ . ชอบงานพิธี เป็นการทำเพื่อเกียรติ ต้องการตำแหน่ง ต้องการยกย่อง เพื่อความสบายใจ ฯลฯ
๑๔ . เชื่อถือโชคลาง ชอบการเสี่ยงโชค เพราะคิดว่ามีสิ่งลึกลับบางอย่างบันดาลให้คนมีอันเป็นไปในด้านดีหรือเลว เจริญหรือเสื่อม เป็นการไม่เชื่อตัวเอง จึงทำให้เกิดความกลัว
๑๕ . ชอบความฟุ่มเฟือย การจ่ายเกินตัวเกินฐานะ ไม่รู้จักประมาณตัว เช่น แต่งงานก็ต้องเลี้ยงกันหรูหรา พอหลังแต่งงานแล้วก็ใช้หนี้กันไม่รู้จักจบ
๑๖ . ชอบผัดผ่อนเลื่อนเวลา คือ อะไรที่จะทำพรุ่งนี้ มะรืนนี้ เดือนหน้า ฯลฯ ๑๗ . ไม่ชอบขัดใจใคร เวลาได้รับการร้องขอมักจะรับปาก ซึ่งบางครั้งบุคคลจะรับปากเพื่อนให้พ้น ๆ ตัว โดยอาจจะกลัวเสียหน้า กลัวโกรธ กลัวว่าไม่รักพวกพ้อง เป็นต้น
๑๘ . ไม่ตรงต่อเวลา เชื่อว่าเวลาไม่ใช่ของสำคัญที่เราต้องยอมเป็นทาสให้ และยิ่งแสดงความไม่นำพาให้ปรากฏได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นไทยแท้
๑๙ . สอดรู้สอดเห็น ในชีวิตประจำวันของคนไทย ต่างสนใจเรื่องส่วนตัวของกันและกัน เป็นอย่างยิ่ง และเมื่อลับหลังก็สนใจที่จะกล่าวขวัญถึงเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นตลอดเวลา
๒๐ . ชอบโฆษณา สิ่งใดมีการโฆษณามากก็จะเชื่อสิ่งนั้น
๒๑ . ชอบแจกของหรือของแถม ทั้ง ๆ ที่บางครั้งสิ่งที่ตนได้ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ตนเลย
๒๒ . ลืมง่าย เพราะไม่มีอุดมการณ์ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวแน่นอน เนื่องจากขึ้นอยู่กับอารมณ์
๒๓ . กินพร่ำเพรื่อ คนไทยมีนิสัยชอบกินของไม่เป็นเวลา ถ้ามีโอกาสจะพยายามกิน
๒๔ . พูดมากกว่าทำ เป็นการทำงานด้วยปาก แต่ไม่ยอมลงมือกระทำตามที่พูด ๒๕ . เห็นใครดีกว่าไม่ได้ อิจฉาริษยา ถ้าใครดีกว่ามักจะไม่พอใจ
“ อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้
จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน ”
ค่านิยมที่ควรแก้ไขทั้งหมดนี้ ประชาชนชาวไทยทั้งหลายควรจะช่วยกันแก้ไข และไม่ควรนำไปปฏิบัติ โดยควรจะสร้างค่านิยมที่ดีงาม เพื่อความเป็นปึกแผ่นมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองแก่ชาติบ้านเมืองของเราต่อไป
แหล่งที่มา : https://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20090227083334AArN4yf
๒ . การใช้อำนาจในทางที่ผิด อำนาจนี้มักจะเห็นมากในระบบศักดินาหรือระบบราชการ เช่น ทหาร ตำรวจปลัดอำเภอ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐมนตรี เป็นต้น
๓ . การรักษาพวกพ้องในทางที่ผิด คือ ออกมาในรูปที่รักเพื่อนฝูง รักกลุ่มที่ตนเป็นสมาชิกหรือมีพื้นเพมาจากแหล่งเดียวกัน ในทางที่ผิดและไม่เกิดประโยชน์แก่สังคม
๔ . ไม่กล้าเสี่ยง ขาดความอดทน คนไทยชอบทำงานที่ให้หลักประกันความมั่นคง เช่น รับราชการหรือทำงานในรัฐวิสาหกิจ ธุรกิจและการค้าจึงตกอยู่ในมือคนต่างด้าวเสียเป็นส่วนใหญ่
๕ . ขาดความกระตือรือร้น อาจจะเป็นเพราะวางเฉยจนเกิน ไม่มีความคิดริเริ่มในงานของตน ขาดความทะเยอทะยานหรือความคิดในการสร้างสรรค์ เป็นฝ่ายรับ ( passive) มากกว่าฝ่ายรุก (active)
๖ . ขาดระเบียบวินัย ไม่ชอบทำอะไรเพื่อส่วนรวม ชอบทำอะไรเพื่อตัวเองหรือความพอใจของตนเอง
๗ . ตัวใครตัวมัน โดยเฉพาะภาวะที่เศรษฐกิจกำลังฝืดเคืองหรือในสังคมที่ทุกคนต้องแข่งขันกันเอาตัวรอดเพื่อเลื่อนชั้นเลื่อนฐานะ เพื่อความมั่นคง
๘ . นิยมบุคคลมากกว่าอุดมการณ์ โครงสร้างของสังคมไทย มีแนวโน้มจะยึดบุคคลเป็นหลัก
๙ . นิยมวัตถุสิ่งของ ความนิยมนี้มักจะออกมาในรูปสิ่งของที่มีราคา เช่น เพชรเม็ดโต ฯ รถคันยาว ๆ ใหม่ ๆ แพงๆ
๑๐ . นิยมของใช้จากต่างประเทศ ไม่ชื่นชมนิยมของไทยที่ทำเอง ทำให้เราต้องมีดุลการค้าเสียเปรียบ และของต่างประเทศไม่ใช่จะดีเสมอไป ของไทยอาจจะดีกว่าก็ได้
๑๑ . รักความสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองหรือสังคมชนบท เราจะเห็นความสนุกสนานแฝงในกิจกรรมต่างๆ เสมอ ทั้งในยามว่าหรือยามทำงาน เช่น สงกรานต์ บวช โกนจุก รับน้องใหม่ วันเกิด วันแต่งงาน วันขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ
๑๒ . ชอบความสบาย ไม่ชอบระเบียบแบบแผน หรือไม่มีพิธีรีตอง ชอบความสุขชั่วหน้า ชอบความเป็นกันเอง ชอบชีวิตง่าย ๆไม่จริงจังกับชีวิต
๑๓ . ชอบงานพิธี เป็นการทำเพื่อเกียรติ ต้องการตำแหน่ง ต้องการยกย่อง เพื่อความสบายใจ ฯลฯ
๑๔ . เชื่อถือโชคลาง ชอบการเสี่ยงโชค เพราะคิดว่ามีสิ่งลึกลับบางอย่างบันดาลให้คนมีอันเป็นไปในด้านดีหรือเลว เจริญหรือเสื่อม เป็นการไม่เชื่อตัวเอง จึงทำให้เกิดความกลัว
๑๕ . ชอบความฟุ่มเฟือย การจ่ายเกินตัวเกินฐานะ ไม่รู้จักประมาณตัว เช่น แต่งงานก็ต้องเลี้ยงกันหรูหรา พอหลังแต่งงานแล้วก็ใช้หนี้กันไม่รู้จักจบ
๑๖ . ชอบผัดผ่อนเลื่อนเวลา คือ อะไรที่จะทำพรุ่งนี้ มะรืนนี้ เดือนหน้า ฯลฯ ๑๗ . ไม่ชอบขัดใจใคร เวลาได้รับการร้องขอมักจะรับปาก ซึ่งบางครั้งบุคคลจะรับปากเพื่อนให้พ้น ๆ ตัว โดยอาจจะกลัวเสียหน้า กลัวโกรธ กลัวว่าไม่รักพวกพ้อง เป็นต้น
๑๘ . ไม่ตรงต่อเวลา เชื่อว่าเวลาไม่ใช่ของสำคัญที่เราต้องยอมเป็นทาสให้ และยิ่งแสดงความไม่นำพาให้ปรากฏได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นไทยแท้
๑๙ . สอดรู้สอดเห็น ในชีวิตประจำวันของคนไทย ต่างสนใจเรื่องส่วนตัวของกันและกัน เป็นอย่างยิ่ง และเมื่อลับหลังก็สนใจที่จะกล่าวขวัญถึงเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นตลอดเวลา
๒๐ . ชอบโฆษณา สิ่งใดมีการโฆษณามากก็จะเชื่อสิ่งนั้น
๒๑ . ชอบแจกของหรือของแถม ทั้ง ๆ ที่บางครั้งสิ่งที่ตนได้ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ตนเลย
๒๒ . ลืมง่าย เพราะไม่มีอุดมการณ์ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวแน่นอน เนื่องจากขึ้นอยู่กับอารมณ์
๒๓ . กินพร่ำเพรื่อ คนไทยมีนิสัยชอบกินของไม่เป็นเวลา ถ้ามีโอกาสจะพยายามกิน
๒๔ . พูดมากกว่าทำ เป็นการทำงานด้วยปาก แต่ไม่ยอมลงมือกระทำตามที่พูด ๒๕ . เห็นใครดีกว่าไม่ได้ อิจฉาริษยา ถ้าใครดีกว่ามักจะไม่พอใจ
“ อันที่จริงคนเขาอยากให้เราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้
จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน ”
ค่านิยมที่ควรแก้ไขทั้งหมดนี้ ประชาชนชาวไทยทั้งหลายควรจะช่วยกันแก้ไข และไม่ควรนำไปปฏิบัติ โดยควรจะสร้างค่านิยมที่ดีงาม เพื่อความเป็นปึกแผ่นมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองแก่ชาติบ้านเมืองของเราต่อไป
แหล่งที่มา : https://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20090227083334AArN4yf
“ผิวขาว” ค่านิยมผิดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเยาวชน
ค่านิยมเรื่อง “ความขาว” กลายเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมไทยมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กและเยาวชน หากดูผิวเผินก็ไม่น่าจะมีปัญหา เด็กอยากผิวขาวก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาก็เนื่องเพราะสังคมในทุกระดับต่างก็ให้ “ค่า” เรื่องความขาวจนเกินงาม
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อมีอิทธิพลต่อเด็กและเยาวชนอย่างมาก โดยเฉพาะสื่อทีวีที่เห็นภาพทันที ยิ่งปัจจุบันมีภาพยนตร์โฆษณาที่ว่าด้วยเรื่องผิวขาวมากมายจริงๆ เวลาที่มีการโฆษณานั่นหมายความว่าชิ้นงานนั้นต้องถูกผลิตมาให้เกินจริง ทั้งขั้นตอนการถ่ายทำ การใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยให้ขาวเนียนได้สุดๆ เพราะวัตถุประสงค์เพื่อขายสินค้าให้ได้มากๆ
บรรดาครีมบำรุงผิวสารพัดที่ขับเน้นเรื่องการทำให้ผิวสาวขาวได้ในเวลาอันรวดเร็วถูกนำเสนอผ่านสื่อ เป็นตัวกระตุ้นเร้าความอยากของผู้บริโภคอย่างรวดเร็วเช่นกัน เรียกว่า ปัจจุบันไม่ใช่แค่หน้าขาวเท่านั้น แต่ต้องขาวทั้งตัว ขาวแม้ใต้วงแขน หรือจุดซ่อนเร้น...
กรณีของผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์ก็เข้าใจได้ว่า การโฆษณาเป็นเรื่องเกินจริง แต่เด็กที่ต้องเสพสื่อเหล่านี้จำนวนมากทุกวี่วัน ยังขาดวิจารณญาณหรือคนชี้แนะ เมื่อเห็นก็อยากเลียนแบบ อยากใช้ผลิตภัณฑ์ที่พบเห็น สร้างความสนใจและดึงดูดใจเด็กสาวจำนวนมาก รวมไปถึงเด็กหนุ่มจำนวนไม่น้อย ที่หันมานิยมผิวขาวกันมากขึ้น
กระแสเรื่อง “ผิวขาว” กลายเป็นปัญหาของเด็กหนุ่มสาวยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางการให้ “ค่า” ของคนที่ประสบความสำเร็จ ดารา นักร้องที่ผิวขาวก็จะได้รับความสนใจ มักจะประความสำเร็จ ในขณะที่คนผิวเข้มจะถูกจัดวางให้อยู่ในบทบาทการแสดงที่ด้อยกว่า หรือเป็นตัวแสดงที่เป็นปมด้อย เช่น ตัวตลก นางร้าย ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่เด็กและเยาวชนซึมซับอยู่ทุกวัน
สื่อเป็นปัญหาใหญ่มากในสังคมขณะนี้ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ทำให้เกิดการเลียนแบบ ความนิยมผิวขาว ทำให้หนุ่มสาวรุ่นใหม่สรรหาสารพัดวิธีที่จะทำให้ผิวขาวตนเองในเวลาอันรวดเร็ว หลงเชื่อการโฆษณาอวดอ้างตามสื่อต่าง ๆ ว่ามียาหรือเครื่องสำอางทำให้หน้าขาว แม้กระทั่งการฉีดยารักษาโรคมะเร็งที่มีสารกลูตาไธโอน เข้าเส้นเลือด หวังผลข้างเคียงของยาไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ผิวหนัง เพื่อให้ผิวขาว โดยหารู้ไม่ว่าการได้รับสารปริมาณมากมีอันตรายถึงชีวิต
แต่...ที่น่าประหลาดใจกลับพบว่าเด็กรุ่นใหม่ยอมเสี่ยงภัยเพื่อความงาม โดยไม่สนใจผลกระทบที่ตามมา มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
และ...ปัญหาที่น่าห่วงตามมาและอันตรายที่สุด น่าจะเป็นเรื่องค่านิยมเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่ถูกให้ “ค่า” มากกว่าคุณค่าของตัวตนและจิตใจของมนุษย์...!!!
แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000121748
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อมีอิทธิพลต่อเด็กและเยาวชนอย่างมาก โดยเฉพาะสื่อทีวีที่เห็นภาพทันที ยิ่งปัจจุบันมีภาพยนตร์โฆษณาที่ว่าด้วยเรื่องผิวขาวมากมายจริงๆ เวลาที่มีการโฆษณานั่นหมายความว่าชิ้นงานนั้นต้องถูกผลิตมาให้เกินจริง ทั้งขั้นตอนการถ่ายทำ การใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยให้ขาวเนียนได้สุดๆ เพราะวัตถุประสงค์เพื่อขายสินค้าให้ได้มากๆ
บรรดาครีมบำรุงผิวสารพัดที่ขับเน้นเรื่องการทำให้ผิวสาวขาวได้ในเวลาอันรวดเร็วถูกนำเสนอผ่านสื่อ เป็นตัวกระตุ้นเร้าความอยากของผู้บริโภคอย่างรวดเร็วเช่นกัน เรียกว่า ปัจจุบันไม่ใช่แค่หน้าขาวเท่านั้น แต่ต้องขาวทั้งตัว ขาวแม้ใต้วงแขน หรือจุดซ่อนเร้น...
กรณีของผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์ก็เข้าใจได้ว่า การโฆษณาเป็นเรื่องเกินจริง แต่เด็กที่ต้องเสพสื่อเหล่านี้จำนวนมากทุกวี่วัน ยังขาดวิจารณญาณหรือคนชี้แนะ เมื่อเห็นก็อยากเลียนแบบ อยากใช้ผลิตภัณฑ์ที่พบเห็น สร้างความสนใจและดึงดูดใจเด็กสาวจำนวนมาก รวมไปถึงเด็กหนุ่มจำนวนไม่น้อย ที่หันมานิยมผิวขาวกันมากขึ้น
กระแสเรื่อง “ผิวขาว” กลายเป็นปัญหาของเด็กหนุ่มสาวยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางการให้ “ค่า” ของคนที่ประสบความสำเร็จ ดารา นักร้องที่ผิวขาวก็จะได้รับความสนใจ มักจะประความสำเร็จ ในขณะที่คนผิวเข้มจะถูกจัดวางให้อยู่ในบทบาทการแสดงที่ด้อยกว่า หรือเป็นตัวแสดงที่เป็นปมด้อย เช่น ตัวตลก นางร้าย ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่เด็กและเยาวชนซึมซับอยู่ทุกวัน
สื่อเป็นปัญหาใหญ่มากในสังคมขณะนี้ โดยเฉพาะสื่อทีวีที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ทำให้เกิดการเลียนแบบ ความนิยมผิวขาว ทำให้หนุ่มสาวรุ่นใหม่สรรหาสารพัดวิธีที่จะทำให้ผิวขาวตนเองในเวลาอันรวดเร็ว หลงเชื่อการโฆษณาอวดอ้างตามสื่อต่าง ๆ ว่ามียาหรือเครื่องสำอางทำให้หน้าขาว แม้กระทั่งการฉีดยารักษาโรคมะเร็งที่มีสารกลูตาไธโอน เข้าเส้นเลือด หวังผลข้างเคียงของยาไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ผิวหนัง เพื่อให้ผิวขาว โดยหารู้ไม่ว่าการได้รับสารปริมาณมากมีอันตรายถึงชีวิต
แต่...ที่น่าประหลาดใจกลับพบว่าเด็กรุ่นใหม่ยอมเสี่ยงภัยเพื่อความงาม โดยไม่สนใจผลกระทบที่ตามมา มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
และ...ปัญหาที่น่าห่วงตามมาและอันตรายที่สุด น่าจะเป็นเรื่องค่านิยมเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกที่ถูกให้ “ค่า” มากกว่าคุณค่าของตัวตนและจิตใจของมนุษย์...!!!
แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000121748
[ คลิป ] ค่านิยมที่ผิดของวัยรุ่น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)